เคล็ดรักษา"สิริ" ฉบับอีสาน

Last updated: 27 ม.ค. 2565  |  616 จำนวนผู้เข้าชม  | 

เคล็ดรักษา"สิริ" ฉบับอีสาน

"สิริโภคา นมาสโย" ศิริเป็นที่รวมมาแห่งโภคสมบัติ

พุทธดำรัส ครั้งนึงที่พระพุทธองค์เคยกล่าวไว้

แปลความหมายโดยรวมก็คือ ผู้ใดมีศิริอยู่กับตัวแล้ว

ความโชคดี โชคลาภ สิ่งดีๆ จะหลั่งไหลเข้ามารวมที่ตัวคนผู้นั้น

อันว่าทรัพย์สมบัติ โภคทรัพย์ทั้งหลาย จะชอบอยู่กับคนมีศิริ

และจะพากันหลั่งไหลเข้ามาหาเฉพาะผู้มีศิริ และผู้ที่รักษาศิริไว้ได้

ทรัพย์สมบัติก็จะอยู่กับคนผู้นั้น หากผู้ใดรักษาศิริไว้ไม่ได้

ทรัพย์สมบัติ โภคทรัพย์ทั้งหลายก็จะพากันอยู่ไม่นาน

เรียกอีกอย่างก็คือ "เก็บเงินไม่อยู่"นั่นเอง

หลายๆคนสงสัยคำว่า "สิริ" กับ "ศิริ" คืออันเดียวกันหรือไม่

คำตอบคือเป็นความหมายเดียวกัน แต่คำว่า "สิริ" เป็นการใช้คำดั้งเดิม

จากอักษรขอมบาลี ส่วนคำว่า "ศิริ" เป็นการเขียนแบบภาษาไทยสมัย

ใหม่ แต่ความหมายมาจากคำดั้งเดิม ดังนั้นจึงเป็นคำเดียวกัน

คำว่า"สิริ" ว่ากันก็คือสง่า ราศี บางคนก็ว่า มีออร่าเปล่งปลั่ง

ก็ถูกและจริงอยู่ เพียงแต่ว่ายุคสมัยปัจจุบัน มีครีมหน้าขาว หน้าเด้ง

เครื่องสำอางค์ เซรั่มมากมาย สารพัดที่จะเสียเงินทอง เพื่อให้ได้ดูดี

มีสง่าราศีกว่าคนทั้งหลาย

แต่สังเกตุกันดีๆ จะพบว่า บางคนนั้น หน้าขาว หน้าตาดูดี แต่ไม่ได้ชวนมอง

หรือมองแล้วก็ไม่ได้รู้สึกเจริญใจ ส่วนใหญ่หากมองแล้วรู้สึกไปในทางรู้สึก

กำหนัด หรือทางกามารมณ์เป็นหลัก อันนั้นก็ไม่เรียกว่าเป็นคนที่มี"สิริ"

เพราะหากคนผู้นั้นมี "สิริ" มองแล้วจะเกิดความรู้สึกอยากเข้าใกล้ เย็นใจ

สบายใจ อยากจะเข้าหา หรือทำความรู้จัก และอีกประการคือ ผู้ที่

มี"สิริ"นั้น จะไม่ออกผลแต่เพียงมนุษย์ แต่ยังออกผลกับเทวดา รวมไป

ถึงสัมภเวสีทั้งหลายอีกด้วย

อธิบายเช่นนี้ ก็น่าจะพอเข้าใจและแยกความหมายออกได้ไม่ยากกัน

ของข้อแตกต่างระหว่าง "สิริ" และความดูดีมีเสน่ห์ดึงดูดใจปรกติ

สาธยายถึงความหมายและความสำคัญของ"สิริ"กันให้ฟังแบบคร่าวๆ


ทีนี้มาถึงการรักษา"สิริ" ควรจะทำเช่นไร ทำอย่างไรจึงจะรักษา "สิริ"นี้

ให้อยู่กับตัวเราได้ หากเป็นคนที่พอศึกษาเรื่องราวของไสยเวทย์อาคม ได้

อ่านหนังสือ"คัมภีร์พระเวทย์พิสดาร"ของ อ.เทพย์ สาริกบุตร

กันมาบ้าง ก็คงพอจะรู้กันอยู่แล้ว ว่าการรักษา"สิริ" อยู่กับตัวนั้น

วิธีปฎิบัติก็คือ

เช้าล้างหน้า บ่ายล้างหน้าอก ตกเย็นมาล้างเท้า

อันนี้ในวิถีชีวิตคนปรกติปัจจุบัน ก็ไม่ใช่เรื่องปฎิบัติยากเย็นอะไร

แต่มีบางคนสงสัยการล้างหน้าอกช่วงบ่าย ด้วยวิถีชีวิต

อาจจะไม่สะดวกกระทำเท่าใดนัก เพราะประสบปัญหาเสื้อเปียก

ทำให้ดูไม่ดีหากจำเป็นต้องเข้าหาผู้คน


วิธีแก้ก็คือ เอาผ้าชุบน้ำพอหมาดๆ เช็ด ก็ถือว่าใช้ได้เช่นกัน

การรักษา"สิริ" ตามเคล็ดวิธีนี้พอจะทราบๆกันดีอยู่แล้วหลายคน

และก็เข้าใจกันไปว่า เป็นเคล็ดวิธีปฎิบัติของผู้เล่นของ เรียนอาคมของทาง

สายภาคกลางเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว เคล็ดการรักษา "สิริ"นี้ มีอยู่ใน

ข้อควรปฎิบัติ ในตำราของคนเรียนอาคม ของอีสานด้วยเช่นเดียวกัน และ

จะมีเพิ่มเติมแตกต่างออกจากจากที่หลายๆคนรู้กัน นั่นคือการใช้น้ำที่ล้าง

ส่วนต่างๆ เพื่อรักษา"สิริ" จะไม่ใช่เพียงแค่น้ำธรรมดา แต่มีเคล็ดปฎิบัติ

สำคัญอยู่ที่การเตรียมน้ำสำหรับใช้ล้างเพื่อรักษา"สิริ"

เป็นการเฉพาะนั่นคือ

ต้องเตรียมน้ำเอาไว้ ๒ แก้ว

แก้วนึงไว้ที่หัวนอน อีกแก้วนึงไว้ที่ทางปลายเท้า

หลังจากนอนตื่นแล้ว จึงนำน้ำจากทั้งสองแก้ว

มาเป็นน้ำสำหรับล้างส่วนต่างๆ เพื่อใช้รักษา"สิริ"ตลอดของวันนั้น

เหตุใดจึงต้องใช้น้ำ ๒ แก้ว ไว้ที่ปลายเท้าและหัวนอน?

เรื่องนี้มีฝอยคำอธิบายอยู่ในตำราล้านช้างโบราณ

ตามความเชื่อว่า มนุษย์ทุกผู้คน ล้วนมีพรหมรักษาอยู่ทั้งสิ้น

ตามความเชื่อเกี่ยวกับการสร้างโลก และกำเนิดมนุษย์ของโบราณ

ที่ว่า มนุษย์ล้วนเกินมาจากพรหมทั้งหลาย ลงมากินง้วนดิน

แล้วเกิดเป็นร่างกายขึ้นมา

มนุษย์ทุกคนจึงมีพรหมเป็นญาติ และคอยรักษา

และพยายามชี้ทางให้ได้กลับไปเป็นพรหมอีกครั้ง

ตำนานเรื่องนี้ยาวมากครับ จึงขอเกริ่นให้ฟังกันเพียงพอเข้าใจเท่านี้

ในยามค่ำคืน เมื่อเรานอนหลับ

จะมีพรหมที่เป็นต้นกำเนิดของดวงจิตเรา มาเยี่ยมเยียน ดูแลรักษา

เมื่อเราได้เตรียมน้ำไว้ให้ พรหมที่มาเยี่ยมเยียนดูแลรักษาเรา

ก็จะรับน้ำที่เราเตรียมไว้ต้อนรับ

ดยแก้วที่หัวนอน จะเป็นพรหมผู้ชาย

แก้วที่ปลายเท้า จะเป็นพรหมผู้หญิง

แต่คตินี้บางท่านก็ไม่ยอมรับว่าเป็นพรหม

แต่คิดว่าน่าจะเป็นวิญาณบรรพบุรุษมากกว่า

ซึ่งก็เป็นข้อถกเถียงที่ยังไม่มีข้อสรุป


เมื่อพรหมที่รักษาเรารับน้ำที่เราเตรียมให้แล้ว 

ท่านก็จะทำการเจิม หรือเรียกอีกอย่างว่า"เสก"น้ำ

ที่เราเตรียมไว้นั้น ให้เป็นดั่งน้ำมนต์

เพื่อให้เราไปทำการล้างหน้าในตอนเช้า และส่วนต่างๆของวัน

สำหรับรักษา"สิริ" เพื่อนำมาซึ่งโภคสมบัติ ดั่งเช่นคำที่ยกมาข้างต้น

สิ่งที่เขียนมาทั้งหมดนี้ อ่านและทำความเข้าใจอีกที ว่านี่คือการ

"รักษาสิริ" นะครับ ไม่ใช่ว่าเพียงแค่กระทำสิ่งเหล่านี้แล้ว

จะเกิด"สิริ" ขึ้นมา แต่คือการรักษา


สิรินั้นจะเกิดได้มาจากการกระทำหลายๆอย่าง ทั้งการสวดมนต์

ทำบุญ รักษาศีล กระทำความดี ละเว้นความชั่ว หรือว่าง่ายๆ

เกิดจากการที่เรากระทำความดี คิดดี และพูดดี

เมื่อนั้นแล้ว สิริจึงจะเกิด หากเอาแต่ประพฤติชั่ว

กระทำแต่เรื่องไม่ดี จิตใจมีแต่เรื่องต่ำช้า คิดจะกระทำแต่ความชั่ว

ปากยังเอาแต่นินทา ว่าร้ายคน "สิริ" ไม่เกิด

ก็ไม่มี"สิริ" ให้รักษา

คนที่ทำแต่ความดี มักจะได้รับความรักและเมตตา

ต่อให้มนุษย์มองไม่เห็น ผีสาวเทวดาก็เห็น

สวดมนต์ก่อนนอน แม้จะเพียงบทสั้นๆ เทวดาก็สาธุการ

เหล่าพรหมที่เป็นบรรพบุรุษเราก็รู้สึกยินดี

อยากเข้ามาเยี่ยมเยียน มาให้พร มารักษา

ใจมีแต่ความหยาบช้า เทวดาและพรหมที่ไหนจะอยากมาเยี่ยมเยียน

และดูแลรักษา

เคล็ดการรักษา"สิริ" ฉบับอีสานนี้

ใครจะเอาไปใช้ ก็ไม่หวงห้าม เพราะตั้งใจมอบเป็นวิทยาทาน

ส่งท้ายด้วยคาถาเสกน้ำล้างหน้า หมั่นใช้ทุกเช้า เป็นเสน่ห์

เมตตา แก่คนทั้งหลาย ล้างเสนียด ล้างคุณไสย สิ่งไม่ดีทั้งหลาย

เพื่อให้เริ่มวันใหม่อย่างสดใส พร้อมพบเจอเรื่องราวดีๆต่อไป


คาถามีว่า

"พระพุทธัง ล้างหน้า พระธัมมัง ล้างทุกข์

พระสังฆัง เพิ่มสุข ไชยยะ ไชโย สารพัดเสนียดจัญไร

วินาศหายไป สวาหายะ"

ใช้กับน้ำ ๒ แก้วที่เตียมไว้ ยิ่งเสริมอานุภาพมากมาย

ทั้งรักษาสิริ และเสริมความเป็นสง่าราศีทั้งหลาย

ไม่ต้องเชื่อ แต่จงพิสูจน์ด้วยตัวคุณเอง กระทำติดต่อกัน

๗ วัน แล้วจะพบเจอแต่สิ่งดีๆกับตัวครับ

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ นโยบายความเป็นส่วนตัวและคุกกี้