ต้องธรณีสาร.....

Last updated: Apr 7, 2020  |  4202 จำนวนผู้เข้าชม  |  ไสยเวทย์อาคม,พิธีกรรม,เรื่องเล่า

ต้องธรณีสาร.....

ต้องธรณีสาร คำที่คนเล่นของกลัว.......

คำว่า”ต้องธรณีสาร” ถือเป็นคำที่ร้ายแรงเป็นอย่างยิ่ง สำหรับคนทางไสยเวทย์อาคม

เพราะต่อให้ไม่รู้ความหมายว่ามันคืออะไร ผลของการต้องธรณีสารเป็นแบบไหน คงไม่มีใครอยากจะรู้

และคงไม่มีใครอยากได้ชื่อว่าเป็นคน”ต้องธรณีสาร”

ผู้ที่ต้องธรณีสารนั้น เปรียบแล้วคือการโดนคว่ำบาตรจากสิ่งศักดืสิทธิ์ ถูกลงโทษจากสิ่งที่มองไม่เห็น

หรือจากครูบาอาจารย์ของตน ให้พบกับความเป็นไปต่างๆ นานา

ต้องธรณีสาร......ปัจจุบันคำนี้คนเล่นของรุ่นใหม่ๆ ไม่ค่อยเกรงกลัวกัน ส่วนนึงเพราะไม่รู้จัก

และคิดว่าไสยเวทย์อาคมนั้นเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายๆ

ทุกๆสิ่งล้วนเป็นดาบสองคม

หากไสยศาสตร์สามารถส่งเสริมชีวิตคุณให้เจริญได้ ก็สามารถทำให้คุณตกต่ำแบบสุดๆได้เช่นกัน......
 

 

สิ่งที่เกิดกับคนต้องธรณีสารนั้น มีตั้งแต่เล็กน้อย ไปจนถึงหนักถึงชีวิต เริ่มจากซวยแบบไม่ทราบสาเหตุ

ของหายบ่อยๆ ข้าวของเครื่องใช้พังบ่อยๆ ถูกคนรอบข้างเกลียดแบบไม่มีสาเหตุ ไม่มีใครอยากคบหา

อยากพูดจาคุยด้วย คู่ครองคนรักเบื่อหน่ายต้องมีอันเลิกรา เล่นวัตถุมงคล เครื่องรางของขลัง

ถือวิชาเรียนอาคมใดๆก็ไม่ติด หนักกว่านั้นก็เจ็บป่วยไม่ทราบสาเหตุ หาหมอเสียเงินทองมากมาย

ทั้งแผนโบราณ แผนปัจจุบัน แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น เรียกว่าไม่ต้องทำอะไร มีเงินเท่าไหร่ก็สูญเสียไปหมด

หนักไปกว่านั้นก็เป็นบ้า เกิดโรคอาการทางประสาท ฯลฯ สารพัดที่จะบรรยาย

เรียกได้ว่าโดนจองกฐินสารพัดจากทุกทาง ไม่ได้โงหัวกันเลย

 

โทษของการต้องธรณีสารนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นและเกิดเฉพาะกับคนที่ถือทางไสยเวทย์และอาคมเท่านั้น

คนปรกติที่ไม่เกี่ยวข้องกับไสยเวทย์และอาคม ก็เกิดขึนได้เช่นกัน เพียงแต่คนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับไสยเวทย์และอาคม

จะไม่รู้ตัว ไม่เกรงกลัวเรื่องนี้ เพราะไม่รู้จักและไม่เชื่อ และไม่สนใจเรื่องหาวิธีแก้ ปล่อยเลยตามเลย คิดไปว่าตัวเองนั้นดวงซวย

หรือไม่ก็แค่โชคร้ายเท่านั้น บางคนจวบจนว่าระสุดท้ายก็ยังคงไม่รู้ตัวว่าต้องธรณีสารก็มี ได้แต่โทษและตัดพ้อชีวิตไปจนตัวตาย

 

 

 

การต้องธรณีสารนั้น หลักๆเกิดจากการที่คนเรียนไสยเวทย์อาคม หรือผู้ที่มาขอรับสักยันต์ ลงวิชาต่างๆจากครู

ฝ่าฝืนข้อถือห้าม ไม่ปฎิบัติตามที่ครูบาอาจารย์ท่านกำหนดไว้ เช่นการห้ามกินสิ่งต่างๆ

ห้ามการกระทำบางอย่าง เมื่อตอนยกครูเรียนวิชา หรือมาขอรับสักยันต์นั้นๆ ลงวิชานั้นๆไป

รับปากอย่างเป็นมั่นเหมาะ เพราะด้วยความอยากเรียนและอยากได้ เรียกว่ารับปากไปส่งๆ ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะปฎิบัติและกระทำได้ตามที่รับปากจากครูบา

อาจารย์หรือไม่ เมื่อผิดคำพูดขึ้นมาปัญหาจึงได้เกิด

สำหรับคนที่แค่รับการสักยันต์ ลงวิชาไป ผลอาจจะไม่หนักหนาเท่าไหร่ เต็มที่ก็วิชาเสื่อม หรือกลายเป็นคนเล่นของไม่ขึ้น

แต่ถ้าเป็นคนเรียนวิชาไสยเวทย์ และยิ่งถ้าเป็นคนที่เรียกแทนตัวเองว่า “อาจารย์”ด้วยแล้ว

หากกระทำผิดธรณีสารขึ้นมา นี่โทษหนักแบบทวีคูณไปหลายเท่าครับ นัยว่าเจ้าพนักงานกระทำผิดเสียเอง

ต้องรับโทษหนักว่าประชาชนปรกติ

 

 

 

และอีกประการคือ ต้องธรณีสารที่ไม่ได้เกิดจากการกระทำของตัวเอง แต่ไปเจอเหตุอาเพศ ที่ผิดไปจากธรรมชาติ

ก็อาจจะโดนหางเลขต้องธรณีสารไปด้วย ขอยกตัวอย่างๆเล็กน้อย ที่ในมนต์ธรณีสารใหญ่ว่าไว้ดังนี้

“ปลวกขึ้นในแดน ตะกวดเหี้ยแล่นขึ้นวิ่งบนเรือน ไก่เถื่อนเข้าบ้านงูเหลือมขึ้นร้าน แร้งจับหลังคา ข้าวสารแช่น้ำ งอกขึ้นเป็นใบ ตะไคร้ออกดอก เห็ดงอก

เตาไฟ สิงสัตว์ขึ้นไปไข่บนฟูกบนหมอน วัวควายสีจักร เขาหักเขาคลอนเขาย้อนสลัก หน้าเเด่นหางดอก สีข้างพอกฟันหัก ปักประตูผี ฝันร้ายมิดี เงาหัวพิกล

หญิงชายข้าคน นอนกรนนอนคราง นอนหลับตาค้าง น้ำลายไหลนอง หม้อร้องเป็นเสียงฆ้อง เรือร้องเป็นเสียงช้าง กล้อยออกปลีข้างๆ กลายเป็นดอกบัว ผี

ให้ผีหัวทำให้คนกลัวตัวสั่นทาว......” อันนี้คือตัวอย่างบางตอนจากมนต์ธรณีสารใหญ่

 

อ่านมาตรงนี้แล้ว หลายๆคนอาจจะคิดว่ามันต้องธรณีสารหลายสาเหตุแบบนี้แล้ว

บางคนอาจจะคิดในใจว่า “กูติด(ต้องธรณีสาร)แล้วรึยังวะ!!!”..........

 

ด้วยเพราะการต้องธรณีสาร มันเกิดได้ทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ อีกทั้งคนต้องธรณีสารนั้นมักจะไม่รู้ตัว

ดังนั้นแล้ว ในการประกอบพิธีทางไสยเวทย์และอาคมใดๆ โบราณจารย์ท่านจึงมักจะกำหนดให้ กระทำน้ำมนต์ล้างธรณีสาร

ประพรมตัวผู้ประกอบพิธี ผู้เข้าร่วมพิธี เขตบริเวณปรัมพิธี ให้ทั่วเสียก่อนจะกระทำกิจใดๆก็ตาม

เพราะหากมีสิ่งของวัตถุ หรือสถานที่ใด หรือผู้ใดที่ต้องธรณีสาร ว่ากันว่าเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านจะรังเกียจ ไม่ลงมาอำนวยชัยให้ในพิธีนั้นๆ

ว่ากันว่าสิ่งใดที่ต้องธรณีสารนั้น เทวดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านจะเหม็นมากจนเบือนหน้าหนี คิดสภาพคงประมาณเหมือนกับเราเจอกับกองขยะนั่นละครับ

บางทีนอกจากท่านจะไม่ลงมาแล้ว ท่านยังจะกลั่นแกล้งให้คนที่อยู่ในบริเวณพิธีนั้น ซวยกันถ้วนหน้าอีกต่างหาก

(เหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นจริงมาแล้ว)

 

บางคนคงจะคิดว่า ทำไมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทวดา แรงครู ท่านจึงได้โหดร้าย ลงโทษแบบรุนแรง

หรือถือโทษในความผิดพลาดที่ตั้งใจก็ดี หรือไม่ตั้งใจก็ดี บางครั้งก็ต้องธรณีสารจากเรื่องเล็กๆน้อยๆ

ทำไมท่านถึงไม่มีความเมตตาเลย

 

แรกๆผมก็เคยคิดแบบนี้ครับ แต่ถ้ามาคิดอีกมุมนึง มันคือการรักษากฎระเบียบ หากไม่มีกฎระเบียบแล้ว

ข้อห้าม ข้อถือปฎิบัติต่างๆ หรือวาจาของครูก็คงไม่มีความหมายอะไร

ลองพิจารณาดู ข้อกำหนดและข้อห้ามที่ทำให้ต้องธรณีสารนั้น นั้นเป็นการที่ครูบาอาจารย์ได้วางไว้

เพื่อให้ลูกศิษย์นั้นเป็นคนดี และปฎิบัติดีทั้งสิ้น

 

ไม่มีการกระทำสิ่งดีๆ กรรมดีใดๆ  ที่ทำให้ตัวคนนั้นต้องธรณีสาร

ว่าง่ายๆต้องธรณีสารก็คือการลงโทษจากแรงครูเพื่อสั่งสอนลูกศิษย์นั่นล่ะครับ

เพราะถึงแม้จะต้องธรณีสารร้ายแรงเพียงใด ไม่ใช่ว่าจะติดตัวไปจนตาย

หากรู้ตัวแล้วท่านก็ยังได้ให้ทางแก้ ทางล้างธรณีสารนั้นๆได้

 

คำว่าอภัยนั้น มีไว้สำหรับคนสำนึกผิด เมื่อได้บทเรียนเพียงพอแล้ว สำนึกผิดแล้วกระทำการขอขมาครู อาบน้ำมนต์ธรณีสาร

ก็เป็นอันว่าได้ชำระล้างไป ผมว่านี่คือสิ่งที่สมควรแล้ว เพราะหากคนเรากระทำผิดแล้วได้รับการยกโทษ ให้อภัยง่ายๆ

มันก็ไม่รู้จักเข็ดหลาบ ปัญหาสังคมในปัจจุบันนี้ส่วนนึงมันมาจากการที่อภัยให้กันง่ายๆนั่นล่ะครับ

คนบางคนมันเลยทำผิดเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆกันอยู่นั่น เพราะเพียงแค่ยกมือไหว้ ร้องไห้น้ำตาไหลออกสื่อ ถือกระเช้ามาขอโทษ

เท่านี้ก็เพียงพอ แล้วซักพักมันก็ไปทำเรื่องชั่วๆแบบเดิมอีก

 

ส่วนบางคนอาจจะคิดไปว่าทำไมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านโหดร้าย

ความจริงแล้วผู้ที่กระทำการลงโทษในเรื่องต้องธรณีสารนั้น ไม่ใช่ครูบาอาจารย์ พลังเหนือโลกท่านลงมือโดนตรงหรอกครับ

มันมาจากคติความเชื่อโบราณอันนึง  ท่านว่าพระเพชรฉลูกัณฑ์ หรือบางคติก็ว่า พระวิศวกรรม

ท่านได้สร้างกองทัพหุ่นพยนต์ไว้ เอาไว้สำหรับสอดส่องคอยกระทำการลงโทษผู้กระทำผิดแทนท่าน

ครูฤาษีหลายๆองค์เห็นว่าเข้าท่าดี ท่านจึงได้ทำแบบพระเพชรฉลูกัณฑ์ท่านบ้าง เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของท่าน......

หุ่นพยนต์ เทียบเป็นยุคปัจจุบัน ก็คือหุ่นยนต์นั่นล่ะครับ คือกระทำตามโปรแกรม

ตามที่เจ้าของสั่ง ไม่มีข้อยกเว้น ไม่มีความเห็นอกเห็นใจ ผิดก็ว่าผิด

หากอยากจะขอขมา ขอภัยขอพ้นจากโทษ ก็ไปขอกับผู้ที่เป็นเจ้าของหุ่นพยนต์เอง

ด้วยเหตุนี้นั้น เมื่อทำผิดเพียงเล็กๆน้อยๆ จึงได้ต้องธรณีสารกันง่ายๆ

และด้วยเมตตาแห่งครู จึงได้ล้างธรณีสารกันง่ายๆเช่นกัน ด้วยเพียงแค่การกล่าวบูชาครู และอาบน้ำมนต์ล้างธรณีสารนั่นเองครับ

 

 

แต่เชื่อกันมั้ยครับว่า “ต้องธรณีสาร” เรื่องร้ายแรงแบบนี้

คนเล่นของ คนเรียนวิชาสมัยนี้ ละเลยเรื่องการอาบน้ำมนต์ธรณีสารกัน

ทุกวันนี้แทบจะไม่มีอีกแล้ว ที่คนเล่นของ คนถือวิชา ทำน้ำมนต์ธรณีสารอาบ

ดังนั้นจึงอย่าแปลกใจ ที่ทำไมคนยุคสมัยนี้  เล่นของ ถือวิชากันแทบไม่ขึ้น

ใช้วัตถุอะไรก็ไม่เห็นผล เมื่อเทียบกับคนสมัยก่อน

 

ด้วยสิ่งสำคัญๆที่ละเลยและมองข้ามกันไป เพราะเห็นวัตถุมงคล เครื่องรางต่างๆ เป็นแค่สินค้า

เห็นวิชาไสยเวทย์ คาถาอาคมต่างๆเป็นของง่าย เรียนอย่างมักง่าย สักแต่ว่าอยากได้ตำรา ได้คาถาไปอวดและข่มคน

ไม่ได้สนใจเรื่องการฝึกฝนและปฎิบัติตนกัน

อ่านแล้วก็ขอให้พึงสังวรใจกันซักนิด อย่ากระทำตนเป็นผู้บริโภค

ที่เอาแต่เสียเงินซื้อหา เช่าบูชาวัตถุมงคลกันอย่างเดียว

ถ้าคุณไม่ปฎิบัติตัวให้เป็นคนเล่นของ ไม่กระทำตัวให้สมกับเป็นคนเล่นของ

นอกจากคุณจะไม่มีทางพบเจอความสำเร็จ และความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นของชีวิตแล้ว

กลับกันคุณยังจะเป็นคนต้องธรณีสารไปจนวันตายในแบบไม่รู้ตัว

 

 

                                                               สำนักฤษเวทย์ ไสยเวทยืวิทยาและมนตราอีสาน

                                                                                  ญาณวุฒิ  คุรุรังสรรค์

                                                                                   สมิงมนตรามหาเสน่ห์

Powered by MakeWebEasy.com