"อาตมัน" อยากเข้าถึงไสยศาสตร์ คำนี้ต้องรู้

Last updated: Apr 5, 2020  |  850 จำนวนผู้เข้าชม  |  เคล็ดการใช้วัตถุมงคล

"อาตมัน" อยากเข้าถึงไสยศาสตร์ คำนี้ต้องรู้

   เชื่อว่าหลายๆคนคงจะมีความคิดบางช่วงว่า ทำไมบูชาเช่าเครื่องรางมาก็หลายที่?

ทำไมถึงไม่เกิดผลแบบคนอื่นๆ?  ทำไมยังเห็นผลแบบครึ่งๆกลางๆ?.......... หรือแทบจะไม่เห็นผลเลย

  ที่ไหนที่ว่าดีๆแรงๆ แพงแค่ไหนก็ยอมเสียเงิน เพราะหวังอยากได้ประสบการณ์แบบคนนั้นคนนี้บ้าง

ขอบอกตรงนี้ว่าตราบใดที่ยังมีความคิดแบบนี้ ยังมองถึงเครื่องรางของขลัง วัตถุมงคล

ว่าขอแค่เสียเงินซื้อ ได้มาครอบครองแล้ว จะได้ทุกอย่างตามความต้องการ

ตามที่บอกไว้ในสรรพคุณ อิทธิคุณเครื่องรางชิ้นนั้นๆ

ตราบใดที่คุณยังมีชุดความคิดแบบนี้ฝังหัว ก็ย้อนขึ้นไปอ่านบรรทัดแรกอีกครั้ง......

 

หลายๆคนมักจะไม่อยากเชื่อผม ไม่ก็อยากจะเห็นตรงข้ามกับผม เพราะสิ่งที่ผมบอก บทความที่ผมเขียน

มันมักจะแตกต่างจากสิ่งที่คุณคิด และเชื่อกันต่อๆมา

ความจริงมันมักจะโหดร้าย คำโฆษณาและคำร่ำลือ ก็ไม่ต่างจากนิทานเอาไว้ปลอบประโลมใจ 

จนคนอ่านบางคนพาลจะคิดไปว่า สรุปแล้ว ผมกำลังบอกให้เชื่อมั่นและถือมั่น หรือบอกให้ไม่เชื่อไม่ต้องถือมั่น

ในพลังเหนือโลก ในไสยเวทย์และคาถาอาคมกันแน่......

 

เป้าหมายหลักของผม คือต้องไม่ให้คนงมงายในไสยศาสตร์ ต้องไม่ใช่เพียงแค่คนที่พร้อมจะเชื่อในทุกสิ่งที่อ่านผ่านตา .

และเชื่อเพียงเพราะคำว่า  "เขาว่ากันว่า" เจตนาของผมชัดเจน ผมต้องการให้คนที่จะเชื่อถือไสยศาสตร์นั้น

ได้เข้าใจถึงเหตุผล ได้เข้าใจถึงเหตุ แห่งที่มาของคำว่าขลัง ที่มาของคำว่าศักดิ์สิทธิ์ ที่มาแห่งคำว่าพลังเหนือโลก

มากกว่าจะเชื่อเพียงเพราะแค่ "เขาบอกว่าต้องเชื่อ"

เมื่อคุณเข้าใจหลักการทำงาน เข้าใจถึงวิธีการจะเชื่อมต่อกับพลังเหนือโลก พลังแห่งพระเวทย์ พระมนต์

เมื่อนั้นคุณจะใช้เครื่องรางชิ้นใดก็เกิดผล ใช้คาถาอาคมแล้วคุณจะเห็นการเปลี่ยนแปลงจากปรกติ

เมื่อคุณเข้าใจแล้ว คุณจะไม่มีคำถามคาใจอีกต่อไป ว่าไสยศาตร์มีจริงหรือไม่? ใช้วัตถุเครื่องรางยังไง มันถึงจะเกิดผล?

และอย่างน้อยๆ คุณจะได้ไม่ต้องเสียเงินซื้อหา บูชาวัตถุมงคล เครื่องรางแล้วไม่เห็นผลความเปลี่ยนแปลงอะไร

ในยุคสมัยที่เงินทองหายาก เงินจำนวนหลักร้อย อย่างน้อยๆก็กินข้าวได้หนึ่งวัน เสียเงินทั้งที

หากมันก็ถ้ามันไม่อิ่มท้อง อย่างน้อยๆก็ต้องได้อะไรบางอย่าง จากเงินที่เสียไป

 

เพราะปัจจุบันก็อย่างที่เห็นๆกัน ตลาดเครื่องรางนั้นล้นตลาด คนขายมากกว่าคนซื้อ

บางคนก็ผิดหวัง จึงท้อแท้ในการจะเสียเงินไปแบบเปล่าประโยชน์ไม่ได้อะไร

วงการเครื่องรางของขลังเริ่มซบเซากันเรื่อยๆ เพราะน้อยที่ ที่จะอธิบายให้คนได้เข้าใจถึงวิธีใช้กันอย่างถูกวิธี

ไม่ต่างการการลอยแพผู้บริโภค

ส่วนสำนักนี้ ผมขอยืนยันชัดเจนว่า เจตนาของผม คือต้องการเห็นคนสำเร็จจากการใช้วัตถุมงคล

ใครที่ใช้วัตถุมงคลไม่เกิดผล ผมจะทำให้คุณใช้ให้เกิดผลให้ได้ แต่ทั้งนี้คุณต้องให้ความร่วมมือกับผม

ทำความเข้าใจกับบทความ เรื่องราวต่างๆที่ผมได้เขียนให้เข้าใจ เพราะไม่แบบนั้นแล้ว

ชีวิตคุณก็จะไม่พบเจอความเปลี่ยนแปลงใดๆ จากการใช้วัตถุมงคลเลย

 

อันดับแรกสุด มาทำความเข้าใจกับคำว่า "อาตมัน" กันก่อน

อธิบายความหมายของคำว่า "อาตมัน" แปลตามตัวว่าตัวเรา คำว่า อาตมา ก็มาจากคำว่าอาตมันนี่ล่ะครับผม

คำว่าอาตมัน เดิมแล้วเป็นหลักของพราหมณ์ ที่มีอยู่สองอย่างคือ

อาตมัน(ตัวของเรา)

ปรมาตมัน(ตัวตนของพระผู้เป็นเจ้า)

สองสิ่งนี้แยกออกจากกันเหล่าพราหมณ์จึงปฎิบัติ แสวงหาหนทางที่จะกลับไปรวมกับพระเป็นเจ้า

ตามความเชื่อที่ว่าเราล้วนเกิดมาเพื่อหาหนทางกลับไปเป็นหนึ่งเดียวพระเป็นเจ้า (ตรงกับหลักนิพพานของพุทธ)

 

 

ทีนี้มาถึงว่าอาตมันมาเกี่ยวข้องกับการใช้เครื่องราง ทางไสยเวทย์ได้ยังไง

อธิบายแบบง่ายก็คือการ หลักวิชาอาตมันคือให้มั่นใจในตัวเอง ให้เคารพในตัวเอง

พระเป็นเจ้า เทพเทวา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายไม่อาจกระทำการใดๆได้

หากว่าเราไม่เป็นผู้ลงมือซะก่อน

 

ท่านเพียงแค่ให้พลังมาแต่ไม่อาจทำให้สำเร็จได้ หากว่าเราไม่ได้เป็นผู้ลงมือกระทำ

ดังนั้นเราจึงเป็นส่วนสำคัญที่สุด ในการทำให้สิ่งต่างๆเกิดขึ้น

ปฎิมากรรม เทวสถานต่างๆ ก็ล้วนมาจากหลักความคิดอาตมันนี่เอง

 

ลัทธิอาตมันเชื่อกันว่ามนุษย์มีความสามารถที่จะสื่อหาและร้องขอสิ่งใดๆจากพระเป็นเจ้าได้

และพระเป็นเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ต้องประทานให้ตามที่ขอ โดยเราใช้ความพยายาม ใช้เครื่องบรวงสรวงสังเวย

เป็นการแลกเปลี่ยนกับพลังต่างๆ ไม่ได้รับขอพลังเหล่านั้นมาฟรีๆ

 

เมื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์รับเอาเครื่องเซ่นสังเวยของเราไปแล้ว

ก็ต้องช่วยในคำอ้อนวอนของเรา ลัทธิวิชาอาตมัน ตรงกับคาถาอาคมตรงที่คาถาบทต่างๆเน้นเรื่องการปลุกตัว

ปลุกความมั่นใจในตัวเอง ยกตัวอย่างเช่นบางส่วนของคาถาขุนแผนชมตลาด " โอม สิทธิฟ้าฟื้นจำเริญศรี ศรีกูงามคือฟ้าหน้ากูงามคือพระแมน

แขนกูงามคือพระนารายณ์ ฉายกูงามคือพระอาทิตย์ ฤทธิ์กูงามคือพระจันทร์สาวในสวรรค์หันหน้ากูก็อยู่บ่มิได้ "

 

คาถานี้ว่ากันว่า หากท่องก่อนจะเข้าไปหาสาวใด แล้วจะทำให้มีผลทางด้านเสน่ห์อย่างรุนแรง

แท้ที่จริงมันคือการให้กำลังใจตัวเองอย่างหนึ่งนั่นเอง

ทำให้ตัวผู้ท่องมั่นใจในตัวเองกล้าเข้าหา กล้าเข้าคุย แล้วพลังลี้ลับทั้งหลายจึงได้ช่วยเสริมอีกแรง

ไม่มีคาถามหาเสน่ห์ใดๆ ที่ท่องแล้วอยู่เฉยๆจะมีสาววิ่งเข้ามาหาโดยที่ไม่รู้จัก ล้วนแต่ต้องทำความรู้จัก

กล้าเข้าหา กล้าเข้าคุยก่อนทั้งสิ้น คาถาทั้งหลายจึงจะเกิดผล

 

ดังนั้นหากคุณยังคิดว่าใช้เครื่องรางเสน่ห์แล้วยังคิดว่า เราไม่มีแฟน ไม่มีคนรัก

เพราะว่าเราไม่หล่อ ไม่รวย หน้าที่การงานไม่ดี ฯ หากยังขจัดความคิดเหล่านี้ออกไปไม่ได้

ก็ยังไม่สามารถใช้เครื่องรางใดๆให้เกิดผลได้อย่างเต็มที่

 

เพราะยังมีความรู้สึกเหล่านี้จากจิตใต้สำนักมาขวางพลังงานต่างๆ จากวัตถุมงคลทั้งหลาย ทำให้ออกผลไม่ได้เต็มที่

เพราะตัวเราเท่านั้นคือต้นกำเนิดที่จะทำให้วัตถุมงคล เครื่องรางทั้งหลายเกิดผล

ลำพังแค่ห้อยอยู่เฉยๆ เครื่องรางทำอะไรไม่ได้แน่ๆ

 

  ฉะนั้นแล้ว ก่อนอื่น ขจัดความคิด ความไม่มั่นใจเหล่านี้ออกไปให้หมด

หากคุณไม่หล่อ ก็พยายามหาวิธีให้ตัวเองดูดี เพราะคนหล่อกับคนดูดี มันคนล่ะความหมายกัน

คนไม่หล่อก็สามารถทำให้ตัวเองดูดีได้ ทำยังไงก็ได้เพื่อให้คนอื่นพูดออกมาว่า

"แต่ดูรวมๆแล้วมีเสน่ห์เหลือเกิน" แบบนั้นล่ะครับ

 

เชื่อมั่นตัวเองพึงระลึกเสมอว่า มีแต่เพียงตัวเราเท่านั้นที่จะทำให้เราเจอประสบการณ์ต่างๆได้

เชื่อมั่นในเครื่องรางของขลัง เชื่อมั่นในครูบาอาจารย์ เชื่อมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จะไม่มีประโยชน์เลย

หากคุณว่ายังไม่เชื่อมั่นตัวเองซะก่อน

 

กฎแห่งโลกความเป็นจริง Winner Take All

คนชนะกอดความสำเร็จพร้อมนางงาม ส่วนคนแพ้นอนกอดความเดียวดายอยู่กับบ้าน

 

เลือกเอาว่าจะแพ้ตั้งแต่ยังไม่ลองสู้ หรือแพ้แต่ก็ไม่ท้อ สู้ต่อจนกว่าคุณจะชนะ

เชื่อก็เอาไปใช้ ไม่เชื่อก็ปล่อยผ่าน พิจารณาเอาเองครับผม เพราะผมพิสูจน์ด้วยตัวเองมาแล้ว ถึงได้กล้ามาเขียนให้อ่าน

 

 

Powered by MakeWebEasy.com